logo

พิทักษ์มรดกสยาม

โดยสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

การท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์มรดกไทย

                                           โครงการพิทักษ์มรดกสยาม                                            
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  84 พรรษาเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์บรมราชูปถัมภกของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาและส่งเสริมการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม ในคณะกรรมาธิการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จัดงานเสวนาทางวิชาการ เรื่อง การท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์มรดกไทย: จริงหรือที่ได้อย่าง เสียอย่าง และร่วมเรียนรู้จากเพื่อนอาเซียน วันอังคารที่ 17 มกราคม 2555 เวลา 13:15 น. - 16:30 น. ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

 

การจัดการการท่องเที่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศอาเซียน นั้น มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อย
ลงรอยกันอยู่บ่อยครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าการจัดการการท่องเที่ยวในสถานที่อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแต่ละแห่ง
เป็นเช่นไร หากมีการจัดการที่ดีและเหมาะสม การท่องเที่ยวย่อมนำมาซึ่งความเจริญทางเศรษฐกิจ
สู่ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาครัฐ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือในการให้ความรู้และความบันเทิงด้วย ในทางกลับกัน หากไม่มีการจัดการที่ดี หรือใช้การอนุรักษ์เป็นเพียงเหตุผลเพื่อสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยว ไม่ใช่เพี่อที่จะอนุรักษ์อย่างแท้จริง คุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมก็จะถูกลดทอนไปอย่างน่าเสียดาย พร้อมๆกับคุณภาพประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วย


การเสวนาในครั้งนี้ จะกล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างการพิทักษ์มรดกทางวัฒนธรรม กับการท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นกรณีศึกษาสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมีหัวข้อการเสวนาหลักๆ
ดังนี้

 

กำหนดการ

 

12:30 น. ลงทะเบียน
13:15 น. คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ นายกสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเปิดงาน
13:20 – 14:00 น. ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวปาฐกถานำ

14:00 – 16:30 น.

การเสวนาวิชาการ เรื่อง“การท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์มรดกไทย:
จริงหรือที่ได้อย่าง เสียอย่าง และร่วมเรียนรู้จากเพื่อนอาเซียน” โดย

คุณภราเดช พยัฆวิเชียร
ประธานมูลนิธิสถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน
ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์
รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
คุณธวัชชัย อรัญญิก
รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
คุณวินัย ปราบริปู
ศิลปิน จังหวัดน่าน
คุณศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร
นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว

ดำเนินรายการ โดย     
คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา พิธีกรรายการตอบโจทย์
สถานีโทรทัศน์ ไทย พีบีเอส (TPBS)

16:30 น.

จบการเสวนา

 

หมายเหตุ:

- การเสวนาครั้งนี้ เป็นการเสวนาเปิด ผู้สนใจสามารถเข้าฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

- ผู้ร่วมฟังการเสวนาสามารถตั้งคำถามหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากรได้

- การเสวนาครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนจบจะมีของว่างและเครื่องดื่มเพื่อบริการตนเอง
ได้ตลอดการเสวนา

 

>>ดาวน์โหลด<<ใบตอบรับเข้าร่วมฟังการเสวนา

หรือติดต่อจารุณี คงสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่โครงการพิทักษ์มรดกสยามที่
jarunee@siam-society.org หรือ 02-6616470-7 ต่อ 204

 

 

 

ปาฐกถา เรื่อง
“การท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์มรดกไทย:
จริงหรือที่ได้อย่าง เสียอย่าง และร่วมเรียนรู้จากเพื่อนอาเซียน”
โดย ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน

วันอังคารที่ 17 มกราคม 2555 เวลา 13:15 น. – 16:30 น.
ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

 

 

การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางพาณิชย์ที่มีความสำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจของหลายประเทศ
ในโลก รวมทั้งอาเซียน เหตุที่การท่องเที่ยวกลายเป็นประเด็นโต้เถียงว่าจะมีผลกระทบต่อเอกลักษณ์
ของวัฒนธรรมและมีส่วนที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของประเทศเหล่านั้นในทางลบ
ก็เพราะว่าการท่องเที่ยวเป็น growth industry ที่มีความเจริญและก้าวหน้า การเดินทางที่สะดวกขึ้น โทรคมนาคมที่ให้ข้อมูลมากขึ้น สิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายมีมากขึ้น กำลังซื้อมีมากขึ้น ทั้งหมดนี้
ทำให้คนซึ่งมีชีวิตจำกัดเฉพาะอยู่ในบริบททางวัฒนธรรมและสังคมของตนเองมีความรู้สึกกระหาย ใฝ่รู้ และอยากรู้ว่ามีอะไรที่น่าสนใจและแตกต่างไปจากสิ่งที่เขาเคยชิน ที่เรียกว่า exotic หรือประหลาด พระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งว่า ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจเรื่องประหลาด ๆ ในประเทศไทยนั้น อย่าไปถือสาเขา เพราะนี่คือสิ่งที่มนุษยชาติอยากรู้ (curious) พวกเขาต้องการที่จะเรียนรู้

แต่เมื่อการท่องเที่ยวกลายเป็นอุตสาหกรรมและกิจกรรมเชิงพาณิชย์ แน่นอนว่ากำไรคือตัวที่จะกำหนดว่า
กิจกรรมชนิดใด สินค้าทางวัฒนธรรมตัวไหน ศิลปะการร้องรำทำเพลงแบบไหนที่จะโดนใจผู้ซื้อหรือตลาด สิ่งซึ่งเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้ ในตอนที่เป็นศิลปวัฒนธรรม เรายังสามารถใช้มาตรฐานของเราเอง
ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเลิศทางวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนด แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นสินค้า
(commodities) ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนซื้อขาย มันก็จะกลายเป็นสินค้าหรือผลผลิต (products) ที่ถูกกำหนดได้ว่าอะไรที่ขายได้เร็ว อะไรที่ขายได้ในปริมาณมากและอะไรที่โดนใจผู้บริโภคมากที่สุด
นี่คือที่มาของความขัดแย้งในสมการของการท่องเที่ยว และการพิทักษ์รักษาศิลปวัฒนธรรม 

หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ แต่แน่นอนว่าอาจเป็นเพียงผิวเผินหรือระยะสั้น ยกตัวอย่างเฉพาะในอาเซียน ความแตกต่างระหว่างภูเก็ตและบาหลี (Bali) ประเทศอินโดนีเซีย หาด บรรยากาศ และอากาศ ทั้งสองที่ก็พอ ๆ กัน ไม่มีใครกินกันขาดบางคนยังบอกว่าหาดทรายที่ภูเก็ตและ
พังงายังสวยสะอาดมากกว่าหาดทรายหรือภูมิทัศน์ที่บาหลี แต่สิ่งที่บาหลีมีและภูเก็ตไม่มีคือองค์ประกอบ
ด้านวัฒนธรรม (cultural elements) พิธีกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่นักท่องเที่ยวสัมผัสได้
โดยไม่ต้องซื้อตั๋วเข้าไปดู เดินในตลาด รอบ ๆ โรงแรมหรือตาม

ชายหาด ตามท้องถนนก็เห็น นั่นคือการรักษาและอนุรักษ์พิธีกรรมทางศาสนาที่เขาเชื่อและปฏิบัติและยัง
เป็นคุณลักษณะทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ (living features) ในพม่า ไม่ว่าจะเป็นเมืองมัณฑะเลย์
หรือย่างกุ้ง สิ่งที่เราจะเห็นก็คือวัฒนธรรมและพิธีกรรมที่ยังพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันถ้าจะพูดเป็นภาษา
อังกฤษก็คือ They live the rituals. They live the culture. ตรงนี้คงจะต้องเป็นอุทธาหรณ์
ให้กับผู้จัดการ ผู้บริหาร และผู้ดำเนินการด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จำกัดหรือกำหนดได้โดยผู้มีอำนาจหรือรัฐบาล การท่องเที่ยวฯ คงไม่มีอำนาจไปกำหนดได้ว่าชาวบาหลีว่าต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ต้องนุ่งผ้าหรือโพกผ้าแบบนี้ หรือเทินภาชนะ
ที่ทำจากใบตาลพร้อมธูปเทียนดอกไม้อยู่บนหัวและไปบูชาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูทุกทั่วมุมถนน เวลาเราเดินไปในโรงแรม เราจะเห็นกระจาดเหล่านี้ซ่อนอยู่ในพงหญ้าตามทางเดิน แสดงให้เห็นว่า
เขาไม่ต้องการแสดงให้ใครเห็น นี่คือชีวิตประจำวันของพวกเขา นี่แหละคือสิ่งที่มีค่าเพราะว่าเป็น exotic life เป็นสิ่งที่แปลก เป็นสิ่งที่เขายังยึดมั่นถือมั่นเป็นพิธีกรรมในชีวิตประจำวัน ในประเทศไทย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในชุมชนเมือง สิ่งเหล่านี้อาจจะหายากขึ้น แต่ในชนบทยังคงมีอยู่ แต่ก็อาจเป็นกิจกรรม
เชิงพาณิชย์มากขึ้น นี่คือเรื่องที่เราต้องให้ความสนใจ ที่เมืองมาราเคช (Marrakech) ทางตอนใต้ของ
ประเทศโมร็อกโก ภูมิประเทศเป็นทะเลทราย ติดกับทะเลทรายซาฮารา ค่อนข้างแห้งแล้ง มีเผ่าพันธุ์มากมาย แต่เป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยว เปรียบได้กับเชียงใหม่ ก็เพราะศิลปวัฒนธรรม พิธีกรรม สถาปัตยกรรม การแสดง การละเล่นของพวกเขายังคงอยู่ และพวกเขายังสามารถประคับประคองเอาไว้ได้

สิ่งที่นักท่องเที่ยวสนใจมากขึ้นคือเรื่องความสะอาดและความบริสุทธิ์ (purity) ของสิ่งแวดล้อม พวกเขามาหา exotic places ซึ่งประเทศไทยร่อยหรอลงทุกวัน เราเคยขึ้นดอยไปเที่ยวชมหมู่บ้านชาวเขา แต่สมัยนี้
เห็นชาวเขาแต่งตัวเป็นชาวเขาก็จริง แต่พวกเขาใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อกับลูกหลานในเมือง ไม่ว่าจะกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ มันหมดเสน่ห์ไป แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเรายังมีอยู่ และพลังการท่องเที่ยวของบ้านเรานั้น
มีสูงพอที่จะไหลไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านและจะก่อให้เกิดผลกระทบกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย มีคนพูดว่า
ประเทศไทยกำลังจะหมด exotic destinations สิ่งที่แปลก แตกต่าง และหลากหลายที่ชาวโลก
เคยเห็นกำลังจะหมดไป จึงจำเป็นที่จะต้องออกไปเปิดตลาด เปิดแหล่งท่องเที่ยวข้างนอก ถ้าเราจัดการภายในไม่ดี ไม่รักษาอะไรไว้เลย สิ่งที่เราออกไปหยิบยื่นให้ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าลาว พม่า หรือกัมพูชา จะกลายเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำกับประเทศเหล่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

นอกจาก exoticism และ purity ของธรรมชาติแล้ว ทุกคนต่างต้องการความเฉพาะไม่ปะปนกับผู้อื่น (exclusivity) ส่วนที่เป็นของเราเองโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงมีโรงแรมที่ exclusive ยิ่งขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าราคาแพงยิ่งขึ้น และเมื่อแพงยิ่งขึ้น คนที่มาซื้อก็จะเป็นคน
อีกกลุ่มหนึ่ง ยิ่งต้องการความแปลกความแตกต่าง ก็ยิ่งกลายเป็นสินค้าพาณิชย์มากยิ่งขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องการก็คือความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เราได้พูดกันไปแล้ว อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มี
ความหลายหลายทางวัฒนธรรมมากที่สุด ประเทศแคทอลิกประเทศเดียวในเอเชียอยู่ที่นี่ คือฟิลิปปินส์ ประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดก็อยู่ที่นี่ คืออินโดนีเซีย แต่ในอินโดนีเซียก็ยังมีวัฒนธรรมย่อย (subculture) อื่น ๆ อีกมากมาย เกาะบาหลีทั้งเกาะคือ fossilized hinduism คือศาสนาฮินดูในอินโดนีเซีย ที่ถอยร่นเข้าไป
ตั้งหลัก ที่เกาะบาหลีและยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นฮินดูเอาไว้ได้ คนอินเดียมาเห็นยังประหลาดใจ
เลยว่านี่ไม่ใช่ศาสนาฮินดูที่เขารู้จักในอินเดีย เพราะฮินดูบนเกาะบาหลีเป็นฮินดูที่หยุดการพัฒนา จึงมีความน่าสนใจในลักษณะเฉพาะตัว สีสัน จังหวะการเต้นรำ การละเล่นต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดึงดูด
ความรู้สึกของเรา (appeal to our senses) 

อีกอย่างหนึ่งที่อย่างน้อยนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งสนใจชอบไปดูก็คือสลัม เช่น สลัมคลองเตย ชุมชนหลังมัสยิดใหญ่ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ หรือถ้าที่ปักกิ่งก็คงเป็นที่ชุมชน Hutong ที่เป็นเขตคนยากจนที่ยังอยู่ตรงนั้นและยังรักษาสภาพเดิมเอาไว้ได้ นี่ก็เป็นความ exotic อีกอย่างหนึ่ง แต่เราเข้าไปดูสถานที่เหล่านี้ด้วยความสนใจตราบเท่าที่เราไม่ต้องอยู่ในสภาพอย่างนั้น มันเกิดความรู้สึกผิด (sense of guilt) รู้สึกว่าพวกเขาอยู่อย่างนี้ เราจะช่วยอะไรพวกเขาได้บ้าง อะไรเป็นสาเหตุทำให้
พวกเขาต้องอยู่แบบนี้ เพราะความไม่เป็นธรรมทางสังคมหรือ มีองค์กรที่เข้ามาช่วยเหลือ และนักท่องเที่ยวเหล่านี้ก็อยากจะเข้ามาช่วยเหลือ พวกเขารู้สึกสนใจสิ่งเหล่านี้ตราบเท่าที่
ตัวเองไม่เป็นส่วนหนึ่งของตรงนั้น เพราะถ้าอยู่อย่างนั้นคงไม่สนุกหรอก แต่เป็นเพราะว่าตัวเองอยู่ข้างนอก เข้ามาเพียงวันสองวันหรือหนึ่งสัปดาห์และเกิดความรู้สึกว่าได้ทำดีต่อสังคมหรือประเทศชาติและกลับออกไป
ด้วยความรู้สึกว่ามี fulfillment บางอย่างเมื่อการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม ค่านิยม และวิถีชีวิตต้องกระทบ
หรือปะทะกัน เราจะหลีกเลี่ยงการปะทะนี้ได้ไหม เราจะหาวิธีที่จะลดผลกระทบในแง่ลบที่การท่องเที่ยว
หรือ commercialization มีต่อทุกอย่างที่เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมได้ไหม เราจะป้องกันไม่ให้เกิด
ความขัดแย้งกันได้ไหม ได้........ [กรุณาดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มเพื่ออ่านต่อ]

>>>ดาวน์โหลด<<<