logo

พิทักษ์มรดกสยาม

โดยสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ

โครงการปัจจุบัน

โครงการเสริมสร้างและพัฒนากฎหมาย
ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม
โดย
พิทักษ์มรดกสยาม ของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์


หลักการและเหตุผล


ประเทศไทยนั้น มีกฎหมายและข้อบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังมีปัญหาใหญ่ 2 ประการ เกี่ยวกับการใช้กฎหมายเหล่านั้น กล่าวคือ

  1. กฎหมายบางส่วนที่สำคัญยังไม่มีการนำไปบังคับใช้โดยภาครัฐ ส่วนที่บังคับใช้อยู่แล้ว ประชาชนทั่วไปยังขาดความตระหนักถึงสิทธิในการใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมในชุมชน ไม่รู้สิทธิ ไม่รู้ว่าจะใช้กฎหมายอะไร และอย่างไร
  2. กฎหมายที่มีอยู่ยังมีช่องโหว่และขาดกลไกที่เอื้อต่องานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่กฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม เป็นสาขาที่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มองข้ามไป เมื่อไม่มีภาคประชาสังคม ภาครัฐ หรือสถาบันการศึกษาในปัจจุบันสนใจที่จะส่งเสริมให้เกิดความเชี่ยวชาญและการตื่นรู้ในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพิทักษ์มรดกสยาม จึงปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาความรู้ ให้การศึกษา และขับเคลื่อนเพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม และมีการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่มรดกวัฒนธรรมของชาติอย่างเป็นรูปธรรม

วัตถุประสงค์

เพื่อผลักดันให้กฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม เป็นองค์ประกอบที่มีประสิทธิภาพ ในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

ผู้สนับสนุนโครงการ

  1. มูลนิธิศาสตราจารย์คนึง ฦาไชย
  2. The Asia Foundation
  3. Dr. William Klausner

กลยุทธ์

  1. รวบรวมกฎหมายและข้อบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ที่มีอยู่  จัดการประชุมหารือระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย นักวิชาการ นักอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ เพื่อร่วมกันพิจารณาข้อกฎหมายที่ ควรจะปรับปรุงแก้ไข จัดเวทีสาธารณะ และเสนอ “แนวทางการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม” ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือสภานิติบัญญัติ ตามความเหมาะสม
  2. จัดทำหนังสือ “คู่มือกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรมสำหรับประชาชน” ในรูปแบบที่ง่ายต่อการนำไปใช้เผยแพร่แบบรูปเล่มและดิจิทัลไฟล์   
  3. นำเนื้อหาความรู้ทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม ที่ได้รวบรวมไว้แล้วมาดำเนินการอบรม เผยแพร่ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม
  4. พัฒนาให้ศูนย์พิทักษ์มรดกสยามเป็นคลังความรู้ทางกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม ประสานงาน และกระจายข่าวสารในกรณีที่มีข้อเสนอแนะทางด้านกฎหมาย หรือคดีความที่เกี่ยวข้องกับมรดกวัฒนธรรม ศูนย์ดังกล่าวอาจมีการขยายขอบเขตของงานครอบคลุมในต่างจังหวัดด้วย (ยังไม่อยู่ในแผนงานปัจจุบัน)

การดำเนินโครงการ และผู้รับผิดชอบโครงการ

โครงการพิทักษ์มรดกสยามจะแต่งตั้งกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบและกลั่นกรองเนื้อหา
อัน เป็นผลจากการประชุมแต่ละครั้งโดยละเอียด การประสานงานโครงการทั้งหมด รับผิดชอบโดยเจ้าหน้าที่แผนกพิทักษ์มรดกสยาม รายงานตรงต่อคณะกรรมการทำงานพิทักษ์มรดกสยาม ของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

ที่่ปรึกษาโครงการ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย 3 ท่าน ได้แก่          

1. ศาสตราจารย์คนึง ฦาไชย กรรมการบริหารสำนักงานกฎหมายคนึง แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
2. คุณพงษ์สวัสดิ์ อักษรสวาสดิ์ กรรมการบริหารสำนักงานกฎหมายคนึง แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

กิจกรรมของโครงการจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
ระยะที่ 1 กระบวนการจัดทำ “แนวทางการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยว่าด้วยการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม ต่อ
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” กำหนดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม

วันที่ กิจกรรม

มิถุนายน – กรกฎาคม 2557

การรวบรวมกฎหมาย

วันอังคาร 15 กรกฎาคม 2557

การประชุมรับรองการรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ
การบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2557

การประชุมพิจารณากฎหมายเพื่อหาแนวทางเสริมสร้างและพัฒนา
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม

สิงหาคม 2557

เวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
เรื่อง “ข้อเสนอต่อ คสช.เกี่ยวกับการเสริมสร้างและพัฒนา
กฎหมายที่เกี่ยวกับกานบริหารจัดการ
มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย"

สิงหาคม 2557

ยื่่นข้อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

     

***
พิทักษ์มรดกสยาม และองค์กรภาคีเครือข่ายอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ได้ร่วมกันจัดทำเอกสาร เสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม
ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยได้นำส่งเอกสารดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้ ข้อเสนอโดยสังเขปมี 5 หัวข้อด้วยกัน คือ

1. ให้มีบทบัญญัติเรื่อง “มรดกทางวัฒนธรรม” ในรัฐธรรมนูญ

เพื่อรับรองความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมในความหมายที่กว้างขึ้น เสริมสิทธิ และอำนาจ
หน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้มีบทบาทที่ชัดเจนขึ้นในการรักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

2. ให้มีการตราพระราชบัญญัติมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ 

เพื่อให้ขยายความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล นอกเหนือจากโบราณสถาน วัด พระราชวัง และสถานที่ราชการ โดยให้รวมถึงมรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น สถานที่ที่มีความสำคัญ
ทางประวัติศาสตร์ ศิลปหัตถกรรม ดนตรี วิถีชีวิตชุมชน ภูมิปัญญา ปรับโครงสร้างของหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษามรดกฯประเภทต่างๆอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ และบัญญัติให้มาตรการ
สร้างแรงจูงใจทางด้านภาษี 

3. ให้จัดตั้งกองทุนมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ (Cultural Heritage Trust หรือ Fund)

เพื่อดูแลมรดกทางวัฒนธรรมจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครอง และให้มีการบริหารจัดการองค์กรในรูปแบบ
ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งวางนโยบายด้านภาษีเพื่อสนับสนุนงบประมาณ เฉกเช่นประเทศ
ที่ประสบความสำเร็จได้ทำมาแล้ว

4. ให้ปรับปรุงงานด้านผังเมือง เพื่อใช้เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่จะช่วยในการรักษามรดกทางวัฒนธรรม

พัฒนาศักยภาพขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้มีความสามารถที่จะบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของ
ท้องถิ่นเอง ให้อำนาจและบทบาทแก่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในการทำงานเรื่องนี้ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมได้รับการรักษาและสืบทอดอย่างทั่วถึงโดยคนในท้องถิ่น

5. ให้ถอนร่างพระราชบัญญัติมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก
คณะรัฐมนตรีแล้ว

เนื่องจากพระราชบัญญัตินี้ยังมีความไม่เหมาะสมอยู่หลายประการ ยังเป็นที่ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และมีกระแสต่อต้านอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มคนที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม จึงเห็นควรให้มีการนำไปปรับปรุงแก้ไขเสียก่อน

อ่านเอกสารฉบับเต็ม

 

ระยะที่ 2 งานเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรม

 

วันที่ กิจกรรม

26 มีนาคม 2559

วิธีการใช้กฎหมายเพื่อ (ยับยั้ง) การทำลายมรดกวัฒนธรรม

28 พฤษภาคม 2559

หน้าที่และสิทธิบนพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม

25 มิถุนายน 2559

ผังเมืองและเทศบัญญัติลดผลกระทบจากการพัฒนา

 

 


ผู้สนับสนุนโครงการ: